Pet Economy โตไกลกว่าอาหารสัตว์
Pet Economy คืออะไร? ทำไมตลาดอาหารสัตว์กำลังไปไกลกว่าแค่ “ของกิน”
เมื่อพูดถึง Pet Economy หลายคนอาจนึกถึงธุรกิจอาหารสัตว์ ขนม ของเล่น หรืออุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับแรก
แต่ตลาดสัตว์เลี้ยงในวันนี้กำลังเปลี่ยนไปมากกว่านั้น
Ipsos Generations Report 2026: Thailand Edition ระบุว่าโครงสร้างครัวเรือนไทยที่เปลี่ยนไปกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับ Pet Economy และตลาดกำลังขยายจากอาหารสัตว์ไปสู่สุขภาพ การดูแลบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 46,000 ล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อน สะท้อนว่าอาหารสัตว์ยังเป็นหนึ่งในแกนหลักของตลาดนี้
คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่
“ตลาดอาหารสัตว์โตแค่ไหน?”
แต่คือ
“เมื่อคนดูแลสัตว์เหมือนสมาชิกครอบครัว เงินที่ใช้กับสัตว์จะขยายไปอยู่ในสินค้าอะไรอีก?”
Pet Economy คืออะไร?
Pet Economy คือระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ สุขภาพ การรักษา ของใช้ในบ้าน อุปกรณ์ เทคโนโลยี ไปจนถึงบริการและสินค้าไลฟ์สไตล์
ดังนั้น Pet Economy จึงไม่ได้หมายถึง “ตลาดอาหารสัตว์” เพียงอย่างเดียว
แต่อาหารสัตว์ถือเป็นหนึ่งในหมวดสำคัญที่สุด เพราะเป็นสินค้าที่เจ้าของต้องซื้อซ้ำและเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของสัตว์
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เปลี่ยนจาก
“เลี้ยงไว้” → “ดูแลเหมือนสมาชิกครอบครัว”
พฤติกรรมการใช้จ่ายก็เปลี่ยนตามไปด้วย
แนวโน้มนี้เรียกว่า Pet Humanization หรือการที่เจ้าของดูแลสัตว์เลี้ยงใกล้เคียงกับการดูแลคนในครอบครัว
ตลาดอาหารสัตว์ยังโต แต่ความต้องการเริ่มละเอียดขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของประมาณ 5.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นราว 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นสุนัขประมาณ 3.45 ล้านตัว และแมว 1.94 ล้านตัว
จำนวนสัตว์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อความต้องการอาหารสัตว์
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าปริมาณคือ ประเภทอาหารที่เจ้าของเริ่มมองหา
จากเดิมที่อาหารสัตว์อาจมีหน้าที่หลักคือให้อิ่มและได้รับสารอาหารเพียงพอ วันนี้ตลาดเริ่มเห็นความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์เฉพาะมากขึ้น เช่น
- อาหารพรีเมียม
- อาหารระดับ Human Grade
- อาหารออร์แกนิก
- อาหารสำหรับสัตว์สูงวัย
- อาหารควบคุมน้ำหนัก
- อาหารเฉพาะโรค
- อาหารเสริมวิตามิน
- อาหารจากโปรตีนทางเลือก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Pet Premiumization เป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดที่เจ้าของพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์
นี่ทำให้การแข่งขันในตลาดอาหารสัตว์ไม่ได้อยู่ที่
“ใครขายอาหารได้ถูกกว่า”
เพียงอย่างเดียว
แต่เริ่มกลายเป็น
“ใครตอบโจทย์สุขภาพและการใช้ชีวิตของสัตว์แต่ละแบบได้ดีกว่า”
Pet Humanization กำลังเปลี่ยนวิธีที่เจ้าของใช้เงิน
Ipsos ระบุว่า Pet Economy ไทยกำลังขยายจากอาหารไปยัง สุขภาพ การดูแลบ้าน และไลฟ์สไตล์
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า กระแสการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูกยังช่วยผลักดันธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโรงพยาบาลสัตว์ไทยปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 8,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน
ภาพนี้ทำให้เห็นชัดว่า เจ้าของไม่ได้ใช้เงินกับสัตว์เฉพาะตอนซื้ออาหารอีกต่อไป
แต่การใช้จ่ายสามารถกระจายไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ ตั้งแต่
อาหาร → สุขภาพ → การรักษา → ความสะอาด → ที่อยู่อาศัย → ของใช้ → ไลฟ์สไตล์
เมื่อเจ้าของมองสัตว์เป็นสมาชิกครอบครัว คำถามจึงเปลี่ยนจาก
“ต้องซื้ออะไรให้สัตว์?”
เป็น
“จะทำอย่างไรให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?”
และตรงนี้เองที่ทำให้ Pet Economy ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
Pet Economy ไม่ได้เปิดโอกาสแค่ธุรกิจอาหารสัตว์
แม้อาหารสัตว์ยังเป็นตลาดหลัก แต่การเติบโตของ Pet Economy ทำให้ธุรกิจในหมวดอื่นสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้น
แบรนด์ของใช้ในบ้าน
บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงมี Pain Point แตกต่างจากบ้านทั่วไป เช่น ขนสัตว์ กลิ่น ความสะอาด และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
จึงเกิดโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ปลอดภัยต่อสัตว์ เครื่องฟอกอากาศ หรือผลิตภัณฑ์ควบคุมกลิ่น
ธุรกิจสุขภาพ
เมื่อเจ้าของให้ความสำคัญกับอายุและคุณภาพชีวิตของสัตว์มากขึ้น ตลาดก็สามารถขยายไปสู่การตรวจสุขภาพ อาหารเสริม การดูแลเฉพาะโรค และบริการทางการแพทย์
ธุรกิจไลฟ์สไตล์
เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า การเดินทาง โรงแรม คาเฟ่ ไปจนถึงบริการ Pet-friendly สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pet Economy ได้เช่นกัน
ดังนั้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็น “แบรนด์อาหารสัตว์” ถึงจะเข้าไปอยู่ในตลาดนี้ได้
ตลาดแมวกำลังเป็นอีกโอกาสที่น่าจับตา
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของตลาดอาหารสัตว์คือ การเติบโตของกลุ่มแมว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงปี 2564–2567 จำนวนแมวเลี้ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28% ต่อปี เทียบกับสุนัขที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19% ต่อปี และคาดว่าสัดส่วนยอดขายอาหารแมวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
อีกข้อมูลจากกสิกรไทยยังระบุว่า ตลาดคนเลี้ยงแมวในปี 2025 เติบโตสูงถึง 32.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดสัตว์เลี้ยง
สำหรับธุรกิจ นี่ไม่ได้หมายถึงแค่ “ทำอาหารแมวเพิ่ม”
แต่ยังหมายถึงโอกาสในสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อพฤติกรรมการเลี้ยงแมวโดยเฉพาะ ตั้งแต่สุขภาพ พื้นที่ในบ้าน ไปจนถึงสินค้าไลฟ์สไตล์
ธุรกิจ E-commerce มองหาโอกาสจาก Pet Economy ได้อย่างไร?
สำหรับร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่ควรเริ่มจากไม่ใช่การถามว่า
“เราควรทำสินค้า Pet ไหม?”
แต่ควรถามว่า
“ลูกค้าของเรามีความต้องการที่เชื่อมกับการเลี้ยงสัตว์ตรงไหน?”
ตัวอย่างเช่น
แบรนด์อาหารอาจต่อยอดไปสู่อาหารหรือขนมสำหรับสัตว์
แบรนด์ของใช้ในบ้านอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ Pet-safe
แบรนด์เฟอร์นิเจอร์อาจออกแบบสินค้าให้คนและสัตว์ใช้ร่วมกัน
แบรนด์สุขภาพอาจมองหาโอกาสในผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เฉพาะด้าน
ขณะที่ร้านอาหารสัตว์เองก็สามารถแตกสินค้าจากอาหารทั่วไปไปสู่กลุ่มเฉพาะ เช่น อายุ สายพันธุ์ ภาวะสุขภาพ หรือพฤติกรรมของสัตว์
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเข้า Pet Economy เพียงเพราะตลาดกำลังโต
แต่ต้องดูว่า จุดแข็งเดิมของธุรกิจสามารถแก้ปัญหาอะไรให้เจ้าของสัตว์ได้จริง
เมื่อสินค้าเพิ่มขึ้น การบริหาร SKU และสต๊อกก็ซับซ้อนขึ้น
การแตกตลาดอาหารสัตว์ไปสู่หลายกลุ่ม เช่น สูตร อายุ รสชาติ ขนาด สายพันธุ์ หรือเงื่อนไขสุขภาพ สามารถทำให้จำนวน SKU เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเช่น อาหารแมวหนึ่งแบรนด์อาจมี
ลูกแมว / แมวโต / แมวสูงวัย / ควบคุมน้ำหนัก / สูตรไต / สูตรขนและผิวหนัง
และแต่ละสูตรยังมีหลายรสชาติและหลายขนาด
สำหรับร้านที่ขายหลายช่องทาง การบริหารสินค้าจึงต้องรู้ว่า
- สินค้าตัวไหนขายดี
- SKU ไหนเริ่มขายช้า
- ช่องทางไหนขายสินค้าแบบใด
- สต๊อกแต่ละช่องทางตรงกันหรือไม่
- สินค้าใดควรเติมและสินค้าใดควรลดการซื้อ
นี่เป็นจุดที่ข้อมูลการขายและการบริหารสต๊อกมีบทบาทมากขึ้น เพราะยิ่ง Pet Economy แตกออกเป็นตลาดย่อย ธุรกิจก็ยิ่งต้องบริหารสินค้าอย่างละเอียดตามไปด้วย
สรุป: Pet Economy กำลังโตจาก “อาหารสัตว์” สู่คุณภาพชีวิต
ตลาดอาหารสัตว์ยังเป็นแกนสำคัญของ Pet Economy ไทย และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากจำนวนสัตว์เลี้ยงและพฤติกรรม Pet Humanization
แต่โอกาสของตลาดไม่ได้หยุดอยู่ที่อาหารอีกต่อไป
ความต้องการกำลังขยายจาก
อาหารสัตว์ → สุขภาพ → การรักษา → ของใช้ในบ้าน → ไลฟ์สไตล์
สิ่งที่ธุรกิจควรมองจึงไม่ใช่แค่
“Pet Economy โตไหม?”
แต่คือ
“ในชีวิตของเจ้าของกับสัตว์ ยังมีความต้องการอะไรที่เราสามารถเข้าไปตอบโจทย์ได้อีก?”
เพราะบางครั้งตลาดใหม่ไม่ได้เกิดจากลูกค้ากลุ่มใหม่
แต่อาจเกิดจาก ลูกค้ากลุ่มเดิมที่เริ่มใช้จ่ายกับความต้องการใหม่มากขึ้น
หากธุรกิจของคุณอยู่ในตลาดอาหารสัตว์หรือมีสินค้า Pet หลายสูตร หลายขนาด และหลายช่องทางขาย การบริหาร SKU และสต๊อกให้ตรงกับความต้องการของแต่ละช่องทางจะยิ่งสำคัญขึ้น
JST ERP ช่วยจัดการข้อมูลสินค้า ออเดอร์ และสต๊อกจากหลายช่องทาง เพื่อให้ธุรกิจมองเห็นการเคลื่อนไหวของสินค้าและบริหารหลังบ้านได้เป็นระบบมากขึ้น
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาได้ที่
LINE OA: @jsterpth
Facebook: JST ERP Thailand ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ และขายของออนไลน์
JST ERP Together, Empowers You
